Feed on
Posts

15 ก.ย. 65 - อุบายคลายหลงในสมมติ : เห็นอารมณ์ เห็นความคิด เห็นความโกรธ แต่ไม่เป็นผู้โกรธ ไม่เป็นผู้คิด แต่ก็ต้องตระหนักว่ามันยังมีผู้เห็นอยู่ แล้วผู้เห็นคือเราเห็น ในความเข้าใจ ต่อเมื่อไถ่ถอนความยึดมั่นในตัวตนในเรา จนกระทั่งมันมีแต่การเห็น แต่ไม่มีผู้เห็น

ตรงนี้แหละที่จะทำให้เข้าใจเรื่องอนัตตา เข้าถึงอนัตตา แล้วก็สามารถที่จะเข้าถึงปรมัตถสัจจะ โดยที่ไม่ติดสมมติสัจจะได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นอุบาย เป็นขั้นตอนในการที่จะช่วยให้เราไม่หลงติดในสมมติ ไม่ว่าจะเป็นสมมติบัญญัติ หรือสมมติสัจจะได้

14 ก.ย. 65 - เข้าถึงความจริง ไม่ติดสมมติ : เวลามันมีความโกรธ มันก็ไม่ใช่เราโกรธ แต่เป็นแค่ความโกรธที่เกิดขึ้นกับใจ ถ้าเราเห็นไปว่ามันมีแต่ความโกรธ แต่ไม่มีผู้โกรธ มันมีแต่ความคิด แต่ไม่มีผู้คิด อันนี้เรียกว่าเริ่มไถ่ถอนออกจากความยึดมั่นในตัวตน เริ่มที่จะถอนออกมาจากสมมติสัจจะ เริ่มที่จะเข้าใกล้ปรมัตถสัจจะ

การเจริญสติ ก็เป็นวิธีการที่จะทำให้แยกตัวคนหรือตัวเราออกไป จนเห็นเป็นรูปและนาม อย่างที่เขาเรียกว่าแยกรูปแยกนาม ก็คือแยกคนที่เป็นสมมติออกมาเป็นรูปกับนาม แต่ก่อนนี่เห็นแต่คน เห็นแต่เราๆ แต่พอเราเจริญสติ มันก็ชำแรก หลวงพ่อคำเขียนใช้คำว่าถลุง ถลุงคือแยก คือย่อย จากเดิมที่เป็นเราๆ ก็แยกออกมาเป็นรูปกับนาม แล้วบางทีก็เรียกว่าแยกรูปแยกนาม
 
ที่จริงรูปกับนามมันแยกกันอยู่แล้ว แต่เราไม่เห็นเป็นรูปเป็นนาม เราเห็นเป็นคน เป็นเรา แต่พอเราเจริญสติ มันก็เริ่มที่จะเห็นว่ามันไม่มีเรา มันมีแต่รูปกับนาม อันนี้แหละเป็นขั้นต้นของการที่จะเข้าใจเรื่องสมมติสัจจะ เข้าใจคือว่าไม่ยึดติด แต่ว่าใช้มันตามควรตามโอกาส แต่ว่าได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นแค่สมมติ เป็นเรื่องของการยอมรับ เป็นเรื่องของการสมมติขึ้นมาเอง แต่ไม่ใช่ความจริงแท้สูงสุด 

12 ก.ย. 65 - ไม่เป็นทุกข์เพราะรู้ทุกข์ : อารมณ์ที่เป็นอกุศลก็เหมือนกัน แม้มันจะแย่อย่างไร เช่น ความโกรธ ความเศร้า ความอิจฉา พยาบาท แต่ถ้าเรารู้ทัน มันก็ทำให้เราทุกข์ไม่ได้ เหมือนกับกองไฟ ถ้าหากว่าเราอยู่ห่างจากกองไฟมากเท่าไหร่ ความทุกข์เพราะกองไฟมันก็น้อยลง แต่ที่เราทุกข์เพราะอะไร เพราะว่าเราเผลอปล่อยตัวเข้าไปในกองไฟนั้น ปล่อยให้ไฟมันเผา

หรือว่าเวลามีความหนักอกหนักใจ ความหนักอกหนักใจไม่ได้สร้างปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาเพราะเราไปแบกมันเอาไว้ เหมือนกับหิน ถ้ากองอยู่บนพื้น มันไม่สร้างปัญหาให้กับเรา แต่เป็นเพราะเราไปแบกมันเอาไว้ หนามมันแหลมอย่างไร ถ้าเราไม่เดินไปทิ่มมัน เดินไปเหยียบมัน หรือเอามือไปทิ่มมัน มันก็ไม่เจ็บ ถ่านมันจะร้อนอย่างไร ถ้าเราไม่จับมัน มันก็ไม่ลวกมือ ไม่เผามือ
 
ศิลปะของการดำเนินชีวิตก็คือว่า เมื่อเจอถ่านร้อนก็ไม่ไปถือ เมื่อเจอหินหนักก็ไม่ไปแบก เมื่อเจอหนามแหลมก็ไม่ไปเหยียบหรือว่าไปยื่นมือให้มันทิ่มเอา ก็คือวางระยะห่างจากมัน ก็คือรู้ทันมัน เช่นเดียวกันความทุกข์ อารมณ์ และความคิดที่เป็นอกุศล มันเกิดขึ้นแต่ว่าพอเรารู้ทัน ก็ไม่เข้าไปแบกเข้าไปยึด ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย มันเกิดระยะห่างขึ้น
 
สมัยนี้เราพูดถึงเรื่องระยะห่างทางสังคม social distancing แต่สิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะมีโควิดหรือไม่ก็คือ การวางระยะห่างทางจิตใจ หรือว่า mental distancing หรือ spiritial distancing คือใจเราห่างจากสิ่งเหล่านั้น ห่างได้เพราะอะไร เพราะเรารู้ทัน
 
เพราะฉะนั้นทุกข์นี่ไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้าย ถ้าหากว่าเรารู้ทันมัน นั่นแหละคืออานิสงส์หรือประโยชน์ของการรู้ทุกข์ เป็นประโยชน์เบื้องต้นเลยทีเดียว ถ้าเรารู้ทุกข์เป็น เราก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นไม่อยากเป็นทุกข์ ก็ต้องรู้ทุกข์ให้เป็น

11 ก.ย. 65 - การค้นพบตัวเองที่สำคัญ : คนเราถ้าไม่รู้ทันความคิด ไม่รู้ทันอารมณ์ มันก็สามารถสร้างทุกข์ให้กับตัวเองได้ และสิ่งที่ต้องการคือความสงบนี่มันก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย การภาวนานี่คนส่วนใหญ่ก็ปรารถนาแต่ความสงบ สงบที่เขาเข้าใจคือไม่คิดอะไร แล้วก็ไปห้ามความคิดหรือไปกดข่มอารมณ์ด้วย มันมีความคิดก็กดมันเอาไว้ มันมีอารมณ์เกิดขึ้นก็กดมันเอาไว้ เพราะคิดว่านี่มันจะทำให้ตัวเองสงบ

แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่ดีกว่าก็คือ”การเห็น” เห็นความคิดและอารมณ์ ซึ่งจะเห็น หรือรู้ทันมันได้ ก็ต้องยอมให้มันเกิดขึ้น อนุญาตให้มันเกิดขึ้น ไม่กดข่มมัน ใหม่ๆ ก็ไม่เห็นนะ พอมันเกิดขึ้นทีไร มันก็ครองใจเราทันที เรียกว่า “เข้าไปเป็น”
 
แต่ต่อไปนี่เราฝึกการเห็นบ่อยๆ ฝึกเห็นบ่อยๆ มันก็จะเห็นได้เร็วขึ้น แล้วมันก็จะเข้าไปเป็นน้อยลง พอเห็นเมื่อไรนะ มันก็จะครองใจเราไม่ได้ และนี่ก็คือการค้นพบที่สำคัญเลย เพราะมันหมายถึงการที่เราสามารถจะเป็นอิสระจากความคิดและอารมณ์ได้

10 ก.ย. 65 - วางใจอย่างไรเมื่อเจอทุกข์ : ถ้าเรารู้จักหาประโยชน์จากอนิฏฐารมณ์ หรือจากความทุกข์ มันได้กำไร ฉะนั้นท่าทีที่ควรทำเวลาเราเจอทุกข์ มันก็มีแค่ 2 อย่างเท่านั้นแหละนะ อันที่ 1 คือรักษาใจไม่ให้ทุกข์ โดยเฉพาะถ้าเราเป็นคนที่รักตัวเอง เมื่อเจอทุกข์กับทรัพย์สิน กับเงินทอง กับร่างกาย กับงานการ กับความสัมพันธ์ แค่นี้มันก็พอแรงอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้ใจทุกข์ไปด้วย ให้ความทุกข์มันถูกจำกัดอยู่แค่ทุกข์กาย หรือว่าทุกข์ในทรัพย์ แต่รักษาใจไม่ให้ทุกข์ และดีกว่านั้นก็คือว่าหาประโยชน์จากทุกข์ให้ได้ หรือประโยชน์ในทางธรรม ก็จะช่วยทำให้ได้กำไรจากสิ่งที่เกิดขึ้น

9 ก.ย. 65 - ทุกข์หลุดเพราะหยุดปรุงแต่ง : อีกวิธีหนึ่งคือการหยุดปรุงแต่ง ไม่ปรุงแต่ง “สักแต่ว่า” อะไรเกิดขึ้นก็สักแต่ว่า รูป รส กลิ่น เสียง เกิดขึ้นมากระทบ ก็สักแต่ว่า รวมทั้งหยุดปรุงแต่งตัวกูขึ้นมา มีความปวด เห็นความปวด แต่ไม่เป็นผู้ปวด อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนท่านสอนเป็นประจำ มีความทุกข์แต่ไม่มีผู้ทุกข์ นี่เป็นการหยุดปรุงแต่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติชั้นยอดเลยทีเดียว

ไม่ปรุงแต่งเวลาเกิดผัสสะขึ้นมา และเวทนาเกิดขึ้น ก็ไม่ปรุงตัวกูขึ้นมา คือมีสติ เพราะมีสติเมื่อไหร่ ก็หยุดปรุงเมื่อนั้น ไม่เกิดความหลงว่ามีตัวกู อันนี้ก็เป็นการปฏิบัติขั้นสูงที่ไปพ้น หรืออยู่เหนือการปรุงแต่งในทางบวก แล้วทำให้จิตอยู่เหนือบวกเหนือลบได้
 
เราก็ต้องเรียนรู้การฝึกจิตไม่ให้ปรุงแต่ง เวลามันตีค่าว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี ก็รู้ทันแล้วไม่ปรุงมัน มีความคิดไม่ดีเกิดขึ้นก็เห็นมัน แต่ไม่ให้ค่ากับมันว่าแบบนี้ไม่ดี เวลาเกิดความสงบก็ไม่ได้ให้ค่ากับมันว่าดี แค่รู้ซื่อๆ รู้เฉยๆ โดยไม่ปรุงแต่ง อันนี้ก็ช่วยหยุดกระบวนการเกิดทุกข์ได้เหมือนกัน 

8 ก.ย. 65 - ชีวิตเปลี่ยนเพราะถูกต่อว่า : แต่ก็ธรรมดานะ คนเราก็มักจะชอบอะไรที่มันราบรื่น เวลาอยู่กับผู้คนก็หวังแต่อยู่กับคนที่ถูกใจ พูดจาไพเราะ แต่หารู้ไม่ว่าบรรยากาศแบบนั้น มันอาจจะไม่เอื้อต่อการเจริญงอกงาม อาจจะไม่ช่วยขัดเกลากิเลส หรือลบเหลี่ยมลบมุมของเราได้ เท่ากับการที่ได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่อาจจะพูดไม่ถูกหู อาจจะทำอะไรไม่ถูกใจ

ซึ่งบางทีก็อาจจะเป็นความตั้งใจโดยเฉพาะจากครูบาอาจารย์ ที่ตั้งใจพูดเพื่อเตือนสติ หรือบางทีก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น แต่ว่ามันกลายเป็นข้อเตือนใจ อย่างคำพูดภรรยาของพ่อพันหรือหลวงพ่อเทียน มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากเลยนะสำหรับหลวงพ่อเทียนที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตที่สำคัญได้ 

7 ก.ย. 65 - รับมือกับความเศร้า : ทั้งเมตตากรุณาที่ถูกปลุกและความสุขที่ได้รับจากการเป็นจิตอาสา มันมีอานุภาพมาก อันนี้ก็คงจะเป็นคำอธิบาย ว่าทำไมมะเร็งมันหายไปจากปอดของเธอ แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่ามะเร็งจะหายหรือไม่ คือทำแล้วมีความสุข เป็นสุขที่เกิดจากการช่วยเหลือผู้อื่น สุขที่เกิดจากเมตตากรุณาได้ถูกปลุกขึ้นมา

เพราะฉะนั้นเวลาเรามีความเศร้าโศกเสียใจ หรือมีความทุกข์อะไร อย่าลืมนะ เมตตากรุณามันมีพลังมาก รวมทั้งการที่เรามีสติ ยอมรับความทุกข์ที่เกิดขึ้น อนุญาตให้ความทุกข์มันเกิดขึ้นได้ มีสติจนกระทั่งไม่ใช่เห็นว่าตัวเองเศร้า แต่ว่าเห็นความเศร้า อันนี้มันก็จะช่วยเสริมให้เกิดพลังในการเยียวยา ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่เยียวยาจิตใจ แต่สำหรับคนป่วยสามารถจะเยียวยากายได้ด้วย

6 ก.ย. 65 - ธรรมบำบัดทุกข์ : พิจารณาเห็นเลยว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา พอเห็นเช่นนี้ ความยึดมั่นถือมั่นในกายว่าเป็นเราเป็นของเราก็ลดลง ความทุกข์ใจก็หายไป และไม่ใช่แค่นั้น ท่านยังพิจารณาเห็นว่า ความเจ็บ ความปวด ความข้องขัด ก็ไม่ใช่เรา มันก็เป็นสักแต่ว่าเวทนาที่เกิดขึ้น พอเห็นเช่นนี้ก็ไม่มีผู้ปวดผู้เจ็บ จิตใจก็สบาย พอจิตใจสบาย กายก็ดีขึ้น อันนี้เรียกว่าที่่เราไปเข้าใจว่าทุกข์เพราะความเจ็บป่วย ที่จริงไม่ใช่ จริงอยู่ ทุกข์กายเพราะความเจ็บป่วย แต่ทุกข์ใจนี้ไม่ใช่เพราะความเจ็บป่วย

ทุกข์ใจเพราะความยึดมั่นถือมั่นในกายว่าเป็นเราเป็นของเรา มันไม่ใช่แค่ยึดมั่นในกายนี้ว่าเป็นเราเป็นของเรานะ ยึดมั่นในกายว่าเป็นเราเป็นของเรายังน่ายึด เพราะกายก็ยังให้ความสุขเราบ้างเป็นครั้งคราว หรือเป็นระยะๆ แต่คนเราดันไปยึดเอาความเจ็บปวดว่าเป็นเราเป็นของเรา นี่สิแปลก เพราะความเจ็บปวดนี้ไม่มีดีเลย เราก็ไม่ชอบความเจ็บความปวด แต่ทำไมเราไปยึด อันนี้เรียกว่าเพราะความหลง หลงก็คือไม่รู้ความจริง และไม่รู้ตัว

5 ก.ย. 65 - ยอมรับได้ ใจคลายทุกข์ : พอยอมรับโรคซึมเศร้าได้ ความทุกข์จากโรคเหล่านี้ก็ลดน้อยลง ก็เหมือนกลับกลายเป็นคนที่มีความสุขได้ ทั้งๆ ที่มีโรคทั้งซึมเศร้า แล้วก็โรคมะเร็งเกิดขึ้นกับตัวเธอ

อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ของคนที่เขาสามารถจะรับมือกับความทุกข์ได้ ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ก็เพราะว่าเขายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องอาศัยสติมากทีเดียว รวมทั้งการที่สามารถจะมองเห็นประโยชน์ของสิ่งที่เกิดขึ้น และพอยอมรับมันได้ มันก็เหมือนกับว่าความทุกข์ที่กดหน่วงเอาไว้มันก็หายไปททุกข์กายยังมี อยู่แต่ทุกข์ใจก็ลดน้อยถอยลงไปเยอะ
 
ฉะนั้นเวลาเรามีความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์กายหรือความทุกข์ใจ เพราะความพลัดพรากสูญเสีย หรือประสบกับภัยพิบัติต่างๆ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นขั้นพื้นฐาน ที่จะช่วยทำให้เราสามารถที่จะก้าวข้ามผ่านวิกฤตไปได้ ก็คือยอมรับ พอยอมรับมันได้ ใจมันก็เบา ความทุกข์มันก็คบี่คลายลงไป

- Older Posts »

Podbean App

Play this podcast on Podbean App